ก้าวย่างที่ 9: ป่วย

posted on 19 Mar 2008 22:14 by werehalf

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

บนเส้นทางแห่งชีวิต เราไม่มีทางรู้ว่า วันหนึ่งเราจะต้องประสบกับอะไรบ้าง ทุกก้าวย่าง ไร้ความแน่นอน และไม่สามารถกะเกณฑ์อะไรได้อย่างแม่นยำได้เลย

จนบัดนี้ ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมายี่สิบกว่าปี ผมพึ่งจะรู้ว่า ผมป่วย...

ตั้งแต่เด็ก ๆ ผมก็รู้ตัวมาตลอด ผมแตกต่างจากเด็กทั่ว ๆ ไป

ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดสถานการณ์ที่ต้องใช้การขบคิดวิธีการปัญหา สเต๊ปในการคิดของเด็กทั่ว ๆ ไปอาจจะเป็น

1... 2... 3... 4... จนขบปัญหาได้แตก

ในขณะที่ กระบวนการคิดของผมจะเป็น

1. - เริ่มกระบวนการ รวบรวมปัญหา
    1.1
    1.2
        1.2.1 ก...ข...ค...
        1.2.2 a...b...c...
2. -
3. - กลับมา process 2. และสรุปผล เพื่อสันนิษฐานประกอบ 1. โยงสู่ 4.
4. -
    4.1 ประเมินผลจาก 1. ในสภาวะการณ์ ก(1) เปรียบเทียบกับ a(3)
    4.2 ...

จะเห็นได้ว่า สี่ขั้นตอนเหมือนกัน ผมต้องใช้เวลามากกว่าเด็กทั่วไป สามถึงสี่เท่า ในการขบปัญหาหนึ่ง ๆ

เมื่อเกิดสถานการณ์หนึ่ง ๆ ผมสามารถแตกร่างแขนงความคิดไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พูดง่าย ๆ ผมสามารถทำให้เรื่องเล็ก ๆ ในสายตาของคนอื่น กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกสำหรับผมได้นั่นเอง
ทุกวันนี้ผมประสบปัญหากับพฤติกรรมนี้มาก ผมมักจะหงุดหงิดง่ายกับพฤติกรรมของคนรอบข้าง ไม่ว่าเค้าจะเดิน จะพูดหรือทำอะไร ดูจะขัดหูขัดตาผมไปซะหมด แม้บางครั้งเรื่องที่ไม่มีอะไรผิด ผมก็สามารถรวบรวมกระแสความคิด ประเมิน และวิเคราะห์ออกมาให้มันผิดได้ เพื่อจะได้เอาไปแย้งกับเขาอีกด้วย
นอกจากนี้ ผมยังวิตกกังวลง่าย เห็นอย่างนี้ ผมเป็นคนที่ความมั่นใจต่ำถึงขั้นติดลบทีเดียว
โดยรวมแล้ว ผมไม่มีความสุขในชีิวิตเลย ที่สำคัญ ผมมีอาการแบบนี้มาตลอด 24 ปี!!!

วันนี้ผมได้คุยกับเพื่อนที่เป็นแพทย์ เผอิญวันนี้ขึ้นมาเที่ยวกรุงเทพพอดี ผมเลยสบโอกาสลองวิชาไอหมอซะหน่อย
ผมเล่าอาการข้างต้นให้ไอหมอฟังอย่างละเอียด ไอหมอครุ่นคิดอยู่ไม่นาน มันก็ฟันธงว่า...

"ตามที่กูวินิจฉัยอ่ะนะ อย่าพึ่งตกใจ... มึงป่วยเป็นโรคจิตอย่างนึงว่ะ เสียดายกูยังไม่ได้ใบประกอบโรค ไม่งั้นกูจะสั่งยาให้มึง..."

ไม่ตกใจเลย ไอหมอ... ผมป่วยทางจิต... แถมยังต้องใช้ยาอีกตะหาก

โรคที่ผมป่วยอยู่เีรียกว่า Dysthymia หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า โรคซึมเศร้า (ชนิดเรื้อรัง) เป็นอาการผิดปกติทางอารมณ์อย่างนึง ผู้ป่วยจะประสบความทุกข์เกือบตลอดเวลา ยาวนานถึงสองปี หรืออาจเป็นมาตลอดชีวิต โรคประสาทชนิดนี้ แตกต่างจากชนิดอื่น ๆ ตรงที่ว่า ความรุนแรงอาจจะน้อยกว่า และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ อาการหลัก ๆ ก็จะมี รู้สึกเหนื่อยอ่อนง่าย (ก็มีบ้าง) ความมั่นใจในตัวเองต่ำ (อันนี้ก็มีมากอยู่) ไม่มีสมาธิ (เป็นมากโดนเฉพาะเวลาเครียดหนัก ๆ หรือรู้สึกขาดความมั่นใจ) รู้สึกไร้ค่า หมดหวัง (555 ไม่อยากพูดเลยว่าเป็นบ่อยมากกกกก)

ไอหมอแนะนำให้ผมไปพบจิตแพทย์ เพื่อขอใบสั่งยา เพราะโรคนี้ ไม่มีทางรักษาด้วยการพูดคุย (เหมือนที่เราเคยเห็นในหนัง) แต่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยการสั่งยา

ถึงตอนนี้ก็บอกให้ทราบกันไว้ก่อนเลย ถ้าวันไหนเห็นผม เออ ๆ เบลอ ๆ เหวอ ๆ ขอให้รู้ว่า ผมกำลัง on meditation อยู่นะคับ นั่นเป็นผลข้างเคียงของยาอย่างนึง เห็นไอหมอมันว่างั้น เป็นไปได้ช่วยประคองผมกลับบ้านด้วยจะดีมาก T_T เวลาในการรักษาอาจจะยาวนานเป็นปีเลยก็ว่าได้...

สำหรับคนไหนที่เคยโดนผมกรี๊ด หรือเอ็ดตะำโรใส่ ผมก็ต้องขอโทษนะครับ ก็ไม่ได้อ้างว่าผมทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่ก็อยากให้ระลึกไว้ว่า ผมป่วยอ่ะคับ อย่าโกรธผมเลย ในส่วนหนึ่ง ผมก็จะพยายามควบคุมตัวเองให้ได้ด้วย

ยังรักและเคารพท่านผู้อ่านเสมอครับ

ถ้าลองเปรียบการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนสองคน หรือระหว่างหนึ่งคนกับกลุ่มคน เสมือนการจูนคลื่นวิทยุแล้วล่ะก็
หนึ่งคน คือเครื่องรับวิทยุ อีกฝ่ายก็คือ สถานีคลื่่นวิทยุ

ลองมาคิดเล่น ๆ กันว่า ความสัมพันธ์ที่ดี นั้น ควรจะประกอบด้วยปัจจัยสำคัญอะไร?

นั่นคือ การปรองดองและการยอมรับลดราวาศอกให้กัน

ฝ่ายหนึ่งอาจจะต้องเพิ่มตรงโน้นนิด และอีกฝ่ายนึงก็ต้องยอมลดตรงนี้หน่อย ความสัมพันธ์อันดีจึงจะก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่าง ถ้าหากมีเพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เพียงฝ่ายเดียว ในขณะทีอีกฝ่ายเพิกเฉยแล้ว ความสัมพันธ์นั้นก็ย่อมจะดำเนินไปอย่างไม่สู้จะ่ราบรื่นนัก

มันก็เหมือนกับการหมุนจูนหาคลื่นวิทยุนั่นล่ะ

การที่เราจะรับฟังคลื่นวิทยุนั้น ๆ อย่างชัดเจนถูุกใจได้ จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบ หลัก ๆ ทั้งสองอย่างที่กล่าวไว้

ต้องมีเครื่องรับวิทยุที่มีความละเอียดในการค้นหาสัญญาณ และคลื่นสัญญาณจากสถานีจะต้องมีความถี่อย่างพอเหมาะพอเจาะ

ต่อให้มีวิทยุที่เทคโนโลยีล้ำหน้า มีประสิทธิภาพเลิศเลอขนาดนั้น ถ้าสถานีไม่ยอมปล่อยคลื่นสัญญาณมาก หมุนให้ตายยังไงก็ัรับคลื่นไม่ได้ และในทางกลับกัน สถานีปล่อยสัญญาณมา แต่ขี้เกียจจูนหาคลื่น ก็คงรับฟังไม่ได้อีกเช่นกัน

จะมัวเสียเวลาไปค่ำครวญโทษพระเจ้าอยู่ทำไม ในเมื่อ การที่เราจูนคลื่นที่อยากฟังไม่ติดนั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของใคร ในบางครั้ง ก็อาจจะมีคลื่นรบกวน อาจจะมีเมฆหมอกมาบัง หรืออาจจะเกิดขัดข้องอย่างสุดวิสัยก็ได้

ในเมื่อ เหนื่อยอ่อนจากความพยายามในการจูนหาคลื่นนัก
ลองเปลี่ยนมาจูนหาคลื่นอื่นดูบ้างมั้ย? อาจจะไม่ใช่คลื่นเพลงที่เราชอบ แต่ความชัดเจน แจ่มใสนั่น ก็ทำให้เรารับฟังอย่างชื่นมื่นมิใช่หรือ?

หรือไม่เช่นนั้น ก็หยุดฟังวิทยุซักพัก ลองมาสดับเสียงจากธรรมชาติ เสียงนกร้อง เสียงลมพัด เสียงคลื่นในทะเล เสียงบริสุทธิ์ที่มิได้ถูกปรุงแต่งใด ๆ คงทำให้เรามีความสุขขึ้นมากบ้าง ไม่มากก็น้อย

วันใดที่เรารู้สึกอยากกลับมาฟังคลื่นนั้น ค่อยมาลองพยายามจูนหากันใหม่อีกครั้ง น่าจะดีกว่า
แต่ถึงเวลานั้น สถานียังคงปล่อยสัญญาณมาอยู่รึปล่าว อันนี้ก็สุดหยั่งรู้ได้...

เรียนท่านผู้อ่านที่รักและเคารพ

ก่อนจะเข้าสู่การฝึกฝนและการเรียนดนตรีอย่างเต็มรูปแบบ ผมกำหนดยุทธศาสตร์ได้เช่นนี้ครับ

แผนการขั้นที่ 1 จัดการและเตรียมเวลาสำหรับการฝึก
อย่างที่เคยกล่าวไว้ ผมได้ลาออกจากงานประจำไปเรียบร้อย ตอนนี้จับงานแปลข่าวที่บริษัทรับแปลแถวศาลาแดงแทนครับ ลักษณะงานที่ทำเป็นงานแบบพาร์ตไทม์ ประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับค่าแรงก็เรียกได้ว่าคุ้มค่าทีเดียว ถึงจะต้องเสียเวลาเดินทางมากอยู่บ้าง แต่ที่สำคัญอื่นใดคือ งานนี้ทำให้ผมมีเวลาอีกมากกว่าครึ่งวันอุทิศให้กับการฝึกฝนโดยเฉพาะ ซึ่งจุดนี้ถือว่าผมโชคดีอยู่พอสมควรทีเดียวที่สามารถหางานเลี้ยงตัวเองและหาค่าเรียนได้ พร้อมทั้งยังสามารถเจียดเวลามาฝึกซ้อมได้เสียด้วย
คร่าว ๆ แล้ว ผมจัดตารางเวลาชีวิตไว้แบบนี้

7:00 - 12:00 ช่วงเวลาทำงาน ความจริงแล้วอาจจะน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของแต่ละวัน
12:00 - 14:00 เป็นเวลาเดินทางกลับบ้าน ใช้เวลามากเสียหน่อย เนื่องจากที่ทำงานกับที่พักผมไกลกันอยู่พอควร
14:00 - 20:00 เวลาซ้อม (อันนี้รวมเวลาพักแล้วก็เวลาโซ้ยไปแล้ว ซ้อมอย่างเดียวไม่กินอะไรเลยคงแย่)
20:00 - 22:00 เวลาพักผ่อนตามอัธยาศัย เล่นเน็ท อ่านหนังสือ บลาๆ จากนั้นจึงเข้านอน แล้วก็ตื่นรุ่งเช้าประมาณตี 5 เพื่อเตรียมตัวไปทำงานต่อ

หมายเหตุ ตารางข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และเหตุการณ์ (event) พิเศษในแต่ละวัน

แผนการขั้นที่ 2 หาอาวุธคู่กาย
จะเป็นเจ้ายุทธจักรได้ก็ต้องมีอาวุธประจำตัว ถือว่าโชคยังเข้าข้าง หลังจากที่ผมทุ่มเงินเก็บไปกับคอมส่วนตัว ตอนนี้ ผมก็ยังพอมีเงินเก็บสำหรับซื้อเครื่องดนตรีและส่งตัวเองเรีียนอยู่บ้าง ในครั้งแรก ผมเลือกจะเรียนฟลุต เพราะเคยเรียนมาอยู่บ้างตอนสมัยมัธยมต้น (ถึงตอนนี้จะจับยัดหม้อ ลงยันต์ ถ่วงน้ำไปแล้วก็เถอะ) แต่จากการสืบราคาแล้ว ฟลุตสำหรับผู้เริ่มต้น ตัวนึงราคาบานตะไทเลยทีเดียว (ตัวละ 15,000- 17,000 บาท) นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำว่า ถ้าผมจะเอาดีเข้าวงออเคสตร้าแล้วล่ะก็ ฟลุตถือว่ายากทีเดียว เพราะวงหนึ่งรับไม่เกิน 4 คน ซึ่งก็คือ ผมต้องสู้กับเหล่าอสูรกายที่ฝึกมาตั้งแต่ 4 ขวบ (หรืออาจจะฝึกตั้งแต่อยู่ในท้อง ?!?!?) อาจารย์ท่านนี้จึงให้ผมไปลุ้นกับไวโอลินที่ชอบพอๆ กันจะดีกว่า
ขณะนี้ผมก็มีไวโอลินเหมือนกัน เป็นเครื่องที่ยืมมาจากเพื่อนน่ะครับ ตอนนี้เค้าเลิกเรียนเพราะจะไปเอาดีด้านการวาดรูป (ตกที่นั่งเดียวกับผม) แต่ดูจากสภาพแล้ว... ถ้าเปรียบกับกระบี่ก็คงทื่อเต็มที เพราะผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน อาจารย์เค้าเลยแนะนำให้ซื้อใหม่จะดีกว่า ท่านก็ได้ให้ติดต่อร้าน Del Gesu ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นร้านที่เชื่อถือได้ทีเดียว ผมกะว่าเร็วๆ นี้จะลองโทรไปถามดูครับ กำลังรอว่าที่ทำงานเก่าเค้าจะให้โบนัสรึป่าว ถ้าได้ก็มีเฮล่ะครับ ต่อชีวิตได้อีกนานเชียว

แผนการขั้นที่ 3 หาสำนักขอฝากตัวเป็นศิษย์
พอคิดแผนนี้ได้ ผมก็วิ่งแจ้้นไปขอคำแนะนำจากผิงทันที โชคดีที่น้องชายของเธอเป็นแชมป์ไวโอลินรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ (อู้วววว) พอจะรู้จักบุคลากรฝีมือเจ๋งๆ ในการวงการอยู่บ้าง ผมลองถามที่เรียนที่ผมตั้งใจจะไปดู ซึ่งก็คือ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ หมาวิทยาลัยมหิดล เป็นโครงการสำหรับบุคคลภายนอก ในส่วนนี้ วิน(น้องของผิง) ได้แนะนำผมว่า ถ้าอยากเข้าวงจริงๆ จะเรียนกับอาจารย์ตาสีตาสาคงไม่เวิร์คแน่ ว่าแล้วก็แนะนำให้ผมได้รู้จักกับหัวหน้าวง Bangkok Symphony Orchestra (อ๊าาาาาา) เรียนกับหัวหน้าวงไปเลย น่าจะมีสิทธิ์ลุ้นกว่า แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าจะยังรับศิษย์เพิ่มอยู่รึป่าว ก็คงต้องลองไปสอบถามกันดูอีกรอบ

อะไรๆ ที่ไม่คาดฝัน มักจะเกิดขึ้นได้เสมอ แผนการที่วางไว้นี่ อาจจะล่มไม่เป็นท่า อันนี้ก็สุดแท้แล้วแต่โชคชะตากำหนด แต่อย่างน้อย ก็แสดงว่า ผมยังอยากจะเอาจริงทางนี้อยู่ ไม่อย่างนั้น คงไม่เสียเวลามาวางแผนให้เมื่อยตุ้มหรอก จิงป่ะคับ ท่านผู้่อ่านที่รัก